Research Abstracts

REDEARCH ABSTRACTSHIS

ชื่อเรื่อง แนวโน้มการป้องกันยาเสพติดของประเทศไทย
สาขาวิชา สังคมศาสตร์
นักวิจัย ธันยนันท์ ธนมณีโรจน์ และคณะ
หน่วยงาน ศูนย์วิจัยสังคมศาสตร์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ปีที่ศึกษา มีนาคม 2541 – มกราคม 2542
ประเภทเอกสาร ผลงานวิจัย
จำนวนหน้า 132
แหล่งทุน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
คำสำคัญ ยาเสพติด แนวโน้มการป้องกัน ยุทธศาสตร์การป้องกัน ทัศนคติ ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มเป้าหมาย
ลิขสิทธิ์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
 
บทคัดย่อ
 
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาถึงการดำเนินงาน ผลการดำเนินงานตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานป้องกันยาเสพติด
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญได้ปฏิบัติแล้วในช่วง พ.ศ. 2535-2539 (2) ศึกษาถึงการดำเนินงาน แผนการประเมินผล ผลที่คาดว่าจะได้รับตลอดจนปัญหา
และอุปสรรคในการดำเนินงานป้อง-กันยาเสพติด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกำลังปฏิบัติอยู่ และจะดำเนินการในช่วง พ.ศ. 2540-2544 (3) ศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มการป้องกันยาเสพติดของประเทศไทย ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันยาเสพติดในช่วง พ.ศ. 2535 จนถึงขณะทำการเก็บข้อมูล จำนวน 24 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามปลายเปิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)

ผลการวิจัยพบว่า ในช่วง พ.ศ. 2535-2539 ผู้เชี่ยวชาญมีการดำเนินงานมากที่สุดโดยบริการสนเทศและเผยแพร่ ผลต่อกลุ่มเป้าหมายคือ ส่วนใหญ่จะมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาเสพติด มีเจตคติต่อต้าน ธุรกิจเอกชนหลายแห่งมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเพื่อการป้องกันยาเสพติด
อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เยาวชนในสถานศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมีการดำเนินงานป้องกันยาเสพติดกันเองส่วนปัญหาและอุปสรรคที่พบมากที่สุดคือ ได้รับงบประมาณจำกัด ได้รับน้อยและบางครั้งไม่ต่อเนื่อง

สำหรับช่วง พ.ศ. 2540-2544 ผู้เชี่ยวชาญมีการดำเนินงานที่สำคัญ ๆ เพิ่มขึ้น โดยการดำเนินงานมากที่สุดยังคงเป็นการบริการสนเทศและเผยแพร่ ซึ่งส่วนใหญ่มีแผนการประเมินผลโดยแต่งตั้งคณะกรรมการหรือผู้รับผิดชอบเพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยที่ปฏิบัติงานในสังกัด
หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นระยะๆ ประเมินกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรมตามแผนงาน และให้หน่วยงานในสังกัดรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ รวมถึงสำรวจสภาพปัญหายาเสพติดในกลุ่มเป้าหมายผลที่คาดว่าจะได้รับส่วนมากคือ กลุ่มเป้าหมายต่างๆ มีความตระหนักต่อปัญหายาเสพติด มีส่วนร่วมในการดำเนินงานในชุมชนของตนเองมากขึ้นผู้เชี่ยวชาญจะทราบสภาพปัญหาในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาวางแผนการดำเนินงานและกลุ่มเป้าหมายที่ผ่านการอบรมแล้วมีความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาเสพติด สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่คาดว่าจะพบมากที่สุดยังคงเป็นเรื่องของงบประมาณเช่นเดิม และยังขาดวัสดุ ครุภัณฑ์และอุปกรณ์ เพื่อใช้ในการดำเนินงานด้วย

ผลการวิจัยแนวโน้มการป้องกันยาเสพติดของประเทศไทยในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) พบดังนี้

  1. แนวความคิดหลักในการดำเนินงานป้องกันยาเสพติดของประเทศไทยคาดว่าจะยังคงเป็นรูป
    แบบจิตวิทยา-สังคม เช่นเดิม
  2. เป้าหมายการดำเนินงานที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าควรมี คือ
    • ดำเนินงานป้องกันยาเสพติดให้ครอบคลุมกลุ่มเยาวชนในสถานศึกษา ให้เยาวชนมีความสามารถในการดำเนินงานกันเองได้ โดยมีครู-อาจารย์ เป็นที่ปรึกษา ประสานงานกับองค์กรชุมชน
    • ขยายการจัดตั้งองค์กรชุมชนในพื้นที่ เพื่อดำเนินงานในงานป้องกันยาเสพติด โดยประสานงานกับสถาบันทางสังคมอื่น ๆ ในชุมชน ให้มีจำนวนมากขึ้นทั่วทุกจังหวัด โดยภาครัฐให้การสนับสนุน
    • ให้้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนทั่วไปถึงโทษและพิษภัยของยาเสพติด ตลอดจน
      กระบวนการป้องกันยาเสพติด โดยผ่านสื่อทุกประเภทและผ่านช่องทางตามระบบการ
      ปกครองท้องถิ่น
  3. ยุทธศาสตร์การป้องกันยาเสพติด ควรแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้
    • ยุทธศาสตร์การป้องกันในเชิงกว้าง ควรยึดหลักการดำเนินงานแบบองค์กรรวม มีการป้องกันปัญหาอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับปัญหายาเสพติด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการประสานการทำงานให้สอดคล้องกัน ดำเนินงานในรูปของเครือข่าย ขยายความร่วมมือจากทุกฝ่าย
    • ยุทธศาสตร์การป้องกันในเชิงพื้นที่ ควรสร้างและพัฒนาองค์กรประชาชนในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินงานป้องกันยาเสพติดได้ด้วยตนเอง รัฐเป็นเพียงผู้ประสานงานและให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
  4. กลุ่มเป้าหมายในการดำเนินงาน ควรแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมายในชุมชน กลุ่มเป้าหมายในสถานประกอบการ และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
  5. มาตรการและรูปแบบส่วนใหญ่ที่ควรนำมาใช้คือ
    • มาตรการกิจกรรมทางเลือก โดยมีรูปแบบกิจกรรม ด้านสุขภาพอนามัย ด้านสังคม
    • มาตรการทางการศึกษา
    • มาตรการบริการสนเทศและเผยแพร่ โดยรูปแบบที่ควรนำมาใช้มากที่สุด คือ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันยาเสพติดผ่านสื่อทุกชนิด
  6. องค์กรภาครัฐควรมีบทบาทในการป้องกันยาเสพติดมากที่สุด โดยให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ แก่ภาคเอกชน องค์กรประชาชน และกลุ่มต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินงานป้องกันยาเสพติดได้อย่างเข้มแข็ง ส่วนภาครัฐลดบทบาทลงเป็นเพียงพี่เลี้ยง
  7. แนวทางการประเมินผลการดำเนินงาน ควรมีดังนี้
    • สำรวจสภาพการใช้ยาเสพติดของประชาชนทั่วไป และในแต่ละกลุ่มเป้าหมายก่อนและหลังดำเนินงาน เพื่อเปรียบเทียบว่ามีการใช้ยาเสพติดเพิ่มขึ้นหรือลดลง
    • สร้างเกณฑ์หรือกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของการดำเนินงานไว้ให้ชัดเจน
    • วิจัยประเมินผลการดำเนินงาน
    • พิจารณาการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของปัญหาอื่น ๆ ที่สืบเนื่องกับยาเสพติด
  8. ผลที่คาดว่าจะได้รับส่วนมากคือ จำนวนผู้ติดยาเสพติดรายใหม่ลดลง และประชาชนทั่วไปตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติด เกิดกระแสต่อต้านการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
  9. ปัญหาและอุปสรรคที่คาดว่าจะเกิดจากการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ส่วนใหญ่มีดังนี้
    • ด้านกฎหมาย ส่วนใหญ่เห็นว่าผู้มีอำนาจไม่ได้นำกฎหมายมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายที่มีอยู่มีขั้นตอนมาก การพิจารณาคดีล่าช้า และสภาพปัญหายาเสพติดจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กฎหมายที่มีอยู่จะไม่ทันต่อเหตุการณ์
    • ด้านงบประมาณ จะได้รับลดลง
    • ด้านบุคลากร บุคลากรของรัฐมีไม่เพียงพอ
    • ด้านการประสานงาน ยังไม่ดีพอ แต่ละองค์กรต่างรักษาผลประโยชน์ของตนเอง มีการปฏิบัติงานบนพื้นที่เดียวกัน ทำให้งานซ้ำซ้อน


     

   

Suvarnabhumi Campus, 16th Floor, CL Building
Bangna-Trad KM.26, Bang Sao Thong, Samutprakarn 10540
Tel. (662) 723-2163-8 Fax. (662) 707-0406
E-mail : riau@au.edu