การศึกษาวิจัยเรื่อง "ความแปลกแยกของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน" มีวัตถุประสงค์ดังนี้
(1) เพื่อศึกษาความแปลกแยกของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชน
(2) เพื่อศึกษาการปรับบทบาทของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชน
(3) เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของการเป็นนักศึกษา และ
(4) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความแปลกแยกของนักศึกษา
ทั้งนี้อาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความแปลกแยก (alienation) ทางด้านสังคมวิทยาของ Seeman ซึ่งจำแนกออกเป็น 5 มิติ คือ
(1) ความไร้อำนาจ (powerlessness)
(2) ความไร้ความหมาย (meaninglessness)
(3) ความไร้บรรทัดฐาน (normlessness)
(4) ความโดดเดี่ยวทางสังคม (isolation) และ
(5) ความแปลกแยกจากตนเอง (self-estrangement) เป็นพื้นฐานหลักในการศึกษา แต่เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่าง จึงกำหนดความแปลกแยกในการศึกษาครั้งนี้เพียง 4 มิติ คือ ความไร้อำนาจ ความไร้บรรทัดฐาน ความไร้ความหมาย และความโดดเดี่ยวทางสังคม
กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 609 คนใน 6 สถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยสยาม ในชั้นปีที่ 1 จำนวน 341 คน และชั้นปีที่ 2 จำนวน 295 คน แบ่งเป็นเพศชายร้อยละ 32.1 ซึ่งร้อยละ 70.0 ของกลุ่มตัวอย่างเคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐแต่ปรากฏว่าสอบไม่ผ่าน
จึงได้มาเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ประมาณ 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างที่ทั้งบิดาและมารดาประกอบอาชีพค้าขาย และประมาณ 3 ใน 4 มีอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งโดยเฉลี่ยจะพบอาจารย์ที่ปรึกษาประมาณ 1-2 ครั้งต่อเดือน และมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังมิได้เป็นสมาชิกในชมรมใดๆ ในมหาวิทยาลัย ขณะที่เกือบครั้งหนึ่งมีพี่รหัส แต่ไม่ค่อยได้พบกัน
ผลการศึกษาพบว่ามโนทัศน์ต่อตนเองของกลุ่มตัวอย่างไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย หรือระหว่างชั้นปีที่ 1 และชั้นปี่ที่ 2 อย่างไรก็ตามมโนทัศน์ต่อตนเองมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความแปลกแยกอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อจำแนกออกในนิมิต่างๆ ก็พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทุกมิติเช่นเดียว สำหรับการปรับบทบาทนั้นก็ไม่มีความแตกต่างเช่นเดียวกันระหว่างเพศหญิงและชาย หรือระหว่างชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 แต่กลับพบความสัมพันธ์เชิงลบกับความแปลกแยกในระดับที่สูงมากอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อจำแนกออกตามมิติทั้ง 4 ก็ยังพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทั้ง 4 มิติอยู่เช่นเดียวกัน ในส่วนของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพศชายเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมกับกลุ่มเพื่อนๆ สูงกว่ากลุ่มเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างชั้นปีที่ 1 กับชั้นปีที 2 แต่ประการใด และก็ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความแปลกแยกอีกด้วย ซึ่งเมื่อจำแนกออกตามมิติต่างๆ ของความแปลกแยกก็พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญเพียงมิติของความไร้ความหมายเท่านั้น ส่วนความไม่สอดคล้องทางการศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ความไม่สอดคล้อง คือ (1)ความไม่สอดคล้องระหว่างคณะที่กำลังศึกษากับคณะที่ต้องการศึกษามีความสัมพันธ์ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญกับความแปลกแยก เมื่อจำแนกออกทั้ง 4 มิติ พบความสัมพันธ์เฉพาะความไร้อำนาจและความไร้บรรทัดฐานเท่านั้น ซึ่งก็อยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่าง พบว่ามีความแปลกแยกระหว่างกลุ่มที่สอดคล้องและความไม่สอดคล้องอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มที่ไม่สอดคล้องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และในมิติต่างๆ ก็มีเพียงความไร้ความหมายเท่านั้น ที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (2) ความไม่สอดคล้องระหว่างคณะที่กำลังศึกษา กับคณะที่ผู้ปกครองต้องการให้นักศึกษา มีความสัมพันธ์ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญกับความแปลกแยก เมื่อจำแนกออกทั้ง 4 มิติพบความสัมพันธ์เฉพาะความไร้บรรทัดฐาน และความโดเดี่ยวทางสังคมเท่านั้น ซึ่งก็อยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่าง พบว่ามีความแปลกแยกระหว่างกลุ่มที่สอดคล้องและความไม่สอดคล้องอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มที่ไม่สอดคล้องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนประเด็นของเรื่องเพศนั้นไม่พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทั้งในความแปลกแยกโดยรวมหรือจะจำแนกออกเป็นมิติต่างๆ ก็ตาม รวมทั้งไม่พบความสัมพันธ์กับความแปลกแยกในมิติใดๆ ขณะที่เมื่อจำแนกออกตามชั้นปีจะพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในความแปลกแยกรวม แต่เมื่อจำแนกออกเป็นมิติต่างๆ จะมีเพียงความไร้อำนาจเท่านั้นที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อทดสอบความสัมพันธ์พบว่ามีความสัมพันธ์ในระดับต่ำมากกับความแปลกแยก แต่ไม่พบความสัมพันธ์ในทุกมิติของความแปลกแยก
ในส่วนของผลการศึกษาความเคร่งครัดของครอบครัวก็ไม่มีความสัมพันธ์กับความแปลกแยก แต่มีความสัมพันธ์กับมิติของความไร้อำนาจ และความโดดเดี่ยวทางสังคม และสำหรับประเด็นของการมีอาจารย์ที่ปรึกษานั้น พบว่ากลุ่มที่ไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษามีความแปลกแยกสูงกว่ากลุ่มที่มีอย่างมีนัยสำคํย รวมทั้งเมื่อจำแนกออกเป็นมิติต่างๆ ก็พบว่าสูงกว่าใน 3 มิติ มีเพียงมิตของความไร้ความหมายเท่านั้นที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังพบอีกว่าในกลุ่มทีมีอาจารย์ที่ปรึกษาสามารถปรับบทบาทของเป็นนักศึกษาได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อพิจารณาต่อไปถึงการเป็นสมาชิกกับการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ ก็พบว่ากลุ่มที่เป็นสมาชิกชมรมจะเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบอีกกว่ากลุ่มที่สอดคล้องทางการศึกษาจะมีมโนทัศน์ต่อตนเองในทางบวกสูงกว่ากลุ่มที่ไม่สอดคล้องทั้งสอดคล้องของตนเอง และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครอง และเมื่อได้นำตัวแปรต่างๆ เข้าสู่สมการถดถอยเพื่อทำนายการผันแปรของความแปลกแยกพบว่ามีเพียงตัวแปรเดียว ที่สามารถอธิบายการผันแปรของความแปลกแยกได้เป็นอย่างดีคือการปรับบาทโดยสามารถอธิบายได้ถึงร้อยละ 50 |