Research Abstracts

RESEARCH ABSTRACTS

ชื่อเรื่อง ความแปลกแยกของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
สาขาวิชา สังคมศาสตร์
นักวิจัย ปรีชา เมธาวัสรภาคย์
หน่วยงาน ศูนย์วิจัยสังคมศาสตร์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ปีที่ศึกษา พ.ศ.2540
ประเภทเอกสาร ผลงานวิจัย
จำนวนหน้า 84
แหล่งทุน ทบวงมหาวิทยาลัย
คำสำคัญ ความแปลกแยก ความแปลกแยกจากตนเอง ความโดดเดี่ยวทางสังคม
ความไร้อำนาจ ความไร้ความหมาย ความไร้บรรทัดฐาน
ลิขสิทธิ์ ทบวงมหาวิทยาลัย
 
บทคัดย่อ
 

การศึกษาวิจัยเรื่อง "ความแปลกแยกของนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน" มีวัตถุประสงค์ดังนี้
(1) เพื่อศึกษาความแปลกแยกของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชน
(2) เพื่อศึกษาการปรับบทบาทของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอกชน
(3) เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของการเป็นนักศึกษา และ
(4) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความแปลกแยกของนักศึกษา
ทั้งนี้อาศัยกรอบแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความแปลกแยก (alienation) ทางด้านสังคมวิทยาของ Seeman ซึ่งจำแนกออกเป็น 5 มิติ คือ
(1) ความไร้อำนาจ (powerlessness)
(2) ความไร้ความหมาย (meaninglessness)
(3) ความไร้บรรทัดฐาน (normlessness)
(4) ความโดดเดี่ยวทางสังคม (isolation) และ
(5) ความแปลกแยกจากตนเอง (self-estrangement) เป็นพื้นฐานหลักในการศึกษา แต่เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่าง จึงกำหนดความแปลกแยกในการศึกษาครั้งนี้เพียง 4 มิติ คือ ความไร้อำนาจ ความไร้บรรทัดฐาน ความไร้ความหมาย และความโดดเดี่ยวทางสังคม

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 609 คนใน 6 สถาบันการศึกษา คือ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยสยาม ในชั้นปีที่ 1 จำนวน 341 คน และชั้นปีที่ 2 จำนวน 295 คน แบ่งเป็นเพศชายร้อยละ 32.1 ซึ่งร้อยละ 70.0 ของกลุ่มตัวอย่างเคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐแต่ปรากฏว่าสอบไม่ผ่าน
จึงได้มาเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน ประมาณ 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างที่ทั้งบิดาและมารดาประกอบอาชีพค้าขาย และประมาณ 3 ใน 4 มีอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งโดยเฉลี่ยจะพบอาจารย์ที่ปรึกษาประมาณ 1-2 ครั้งต่อเดือน และมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ยังมิได้เป็นสมาชิกในชมรมใดๆ ในมหาวิทยาลัย ขณะที่เกือบครั้งหนึ่งมีพี่รหัส แต่ไม่ค่อยได้พบกัน

ผลการศึกษาพบว่ามโนทัศน์ต่อตนเองของกลุ่มตัวอย่างไม่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย หรือระหว่างชั้นปีที่ 1 และชั้นปี่ที่ 2 อย่างไรก็ตามมโนทัศน์ต่อตนเองมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความแปลกแยกอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อจำแนกออกในนิมิต่างๆ ก็พบว่ามีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทุกมิติเช่นเดียว สำหรับการปรับบทบาทนั้นก็ไม่มีความแตกต่างเช่นเดียวกันระหว่างเพศหญิงและชาย หรือระหว่างชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 แต่กลับพบความสัมพันธ์เชิงลบกับความแปลกแยกในระดับที่สูงมากอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อจำแนกออกตามมิติทั้ง 4 ก็ยังพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทั้ง 4 มิติอยู่เช่นเดียวกัน ในส่วนของการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นเพศชายเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมกับกลุ่มเพื่อนๆ สูงกว่ากลุ่มเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างชั้นปีที่ 1 กับชั้นปีที 2 แต่ประการใด และก็ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความแปลกแยกอีกด้วย ซึ่งเมื่อจำแนกออกตามมิติต่างๆ ของความแปลกแยกก็พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญเพียงมิติของความไร้ความหมายเท่านั้น ส่วนความไม่สอดคล้องทางการศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ความไม่สอดคล้อง คือ (1)ความไม่สอดคล้องระหว่างคณะที่กำลังศึกษากับคณะที่ต้องการศึกษามีความสัมพันธ์ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญกับความแปลกแยก เมื่อจำแนกออกทั้ง 4 มิติ พบความสัมพันธ์เฉพาะความไร้อำนาจและความไร้บรรทัดฐานเท่านั้น ซึ่งก็อยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่าง พบว่ามีความแปลกแยกระหว่างกลุ่มที่สอดคล้องและความไม่สอดคล้องอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มที่ไม่สอดคล้องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และในมิติต่างๆ ก็มีเพียงความไร้ความหมายเท่านั้น ที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (2) ความไม่สอดคล้องระหว่างคณะที่กำลังศึกษา กับคณะที่ผู้ปกครองต้องการให้นักศึกษา มีความสัมพันธ์ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญกับความแปลกแยก เมื่อจำแนกออกทั้ง 4 มิติพบความสัมพันธ์เฉพาะความไร้บรรทัดฐาน และความโดเดี่ยวทางสังคมเท่านั้น ซึ่งก็อยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน และเมื่อพิจารณาถึงความแตกต่าง พบว่ามีความแปลกแยกระหว่างกลุ่มที่สอดคล้องและความไม่สอดคล้องอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มที่ไม่สอดคล้องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนประเด็นของเรื่องเพศนั้นไม่พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทั้งในความแปลกแยกโดยรวมหรือจะจำแนกออกเป็นมิติต่างๆ ก็ตาม รวมทั้งไม่พบความสัมพันธ์กับความแปลกแยกในมิติใดๆ ขณะที่เมื่อจำแนกออกตามชั้นปีจะพบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในความแปลกแยกรวม แต่เมื่อจำแนกออกเป็นมิติต่างๆ จะมีเพียงความไร้อำนาจเท่านั้นที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อทดสอบความสัมพันธ์พบว่ามีความสัมพันธ์ในระดับต่ำมากกับความแปลกแยก แต่ไม่พบความสัมพันธ์ในทุกมิติของความแปลกแยก ในส่วนของผลการศึกษาความเคร่งครัดของครอบครัวก็ไม่มีความสัมพันธ์กับความแปลกแยก แต่มีความสัมพันธ์กับมิติของความไร้อำนาจ และความโดดเดี่ยวทางสังคม และสำหรับประเด็นของการมีอาจารย์ที่ปรึกษานั้น พบว่ากลุ่มที่ไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษามีความแปลกแยกสูงกว่ากลุ่มที่มีอย่างมีนัยสำคํย รวมทั้งเมื่อจำแนกออกเป็นมิติต่างๆ ก็พบว่าสูงกว่าใน 3 มิติ มีเพียงมิตของความไร้ความหมายเท่านั้นที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าในกลุ่มทีมีอาจารย์ที่ปรึกษาสามารถปรับบทบาทของเป็นนักศึกษาได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อพิจารณาต่อไปถึงการเป็นสมาชิกกับการเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ ก็พบว่ากลุ่มที่เป็นสมาชิกชมรมจะเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างมีนัยสำคัญ และยังพบอีกกว่ากลุ่มที่สอดคล้องทางการศึกษาจะมีมโนทัศน์ต่อตนเองในทางบวกสูงกว่ากลุ่มที่ไม่สอดคล้องทั้งสอดคล้องของตนเอง และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครอง และเมื่อได้นำตัวแปรต่างๆ เข้าสู่สมการถดถอยเพื่อทำนายการผันแปรของความแปลกแยกพบว่ามีเพียงตัวแปรเดียว ที่สามารถอธิบายการผันแปรของความแปลกแยกได้เป็นอย่างดีคือการปรับบาทโดยสามารถอธิบายได้ถึงร้อยละ 50


    

   

Suvarnabhumi Campus, 16th Floor, CL Building
Bangna-Trad KM.26, Bang Sao Thong, Samutprakarn 10540
Tel. (662) 723-2163-8 Fax. (662) 707-0406
E-mail : riau@au.edu