| ชื่อเรื่อง |
การจัดการศึกษาศาสนาผ่านกระบวนการเรียนรู้ต่างประเทศ:
ประเทศอังกฤษ |
| สาขาวิชา |
ศึกษาศาสตร์ |
| นักวิจัย |
โกสุม โอพรนุวัฒน์ |
| หน่วยงาน |
ศูนย์วิจัยทางสังคมศาสตร์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ |
| ปีที่ศึกษา |
สิงหาคม ธันวาคม 2544 |
| ประเภทเอกสาร |
ผลงานวิจัย |
| จำนวนหน้า |
94 |
| แหล่งทุน |
สำนักคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี |
| คำสำคัญ |
การศึกษาศาสนาของประเทศอังกฤษ |
| ลิขสิทธิ์ |
สำนักคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี |
| |
| บทคัดย่อ |
|
| |
| การศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาศาสนาผ่านกระบวนการเรียนรู้ของต่างประเทศ: ประเทศอังกฤษ เป็นการวิจัยเอกสาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด รูปแบบ วิธีการ และแนวทางการดำเนินงาน การจัดการศึกษาศาสนาโดยสถาบันการศึกษาของประเทศอังกฤษ และนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดนโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาศาสนาที่เหมาะสมกับประเทศไทย ทั้งนี้ การศึกษาจะครอบคลุมประเด็นต่างๆ ได้แก่ นโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาศาสนา โครงสร้างและสาระสำคัญของการบริหาร การจัดการ หน่วยงานที่รับผิดชอบมาตรฐานการศึกษา การสนับสนุนทรัพยากร การมีส่วนร่วมของชุมชน การติดตามประเมินผล ปัญหา และอุปสรรค รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางในการนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย ดังสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ |
| การศึกษาศาสนา (Religious Education) เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของอังกฤษตั้งแต่เริ่มมีการจัดระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1870 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1944 เป็นต้นมา การศึกษาศาสนาเป็นวิชาบังคับเพียงวิชาเดียวในหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนที่รัฐอุปถัมภ์ (maintained schools) ที่ต้องจัดให้มีการศึกษาศาสนาสำหรับนักเรียนทุกคนที่ลงทะเบียน ยกเว้นนักเรียนที่ผู้ปกครองขอถอนชื่อออกจากการศึกษาศาสนา และการศึกษาศาสนาเป็นวิชาเดียวที่อำนาจจากส่วนกลางไม่มีสิทธิเข้ามากำหนดเนื้อหา และจัดการศึกษาศาสนา |
| การศึกษาศาสนาจึงเป็นการจัดการในระดับท้องถิ่น หลักสูตรสำหรับการศึกษาศาสนากำหนดขึ้นโดยความต้องการของท้องถิ่น ผ่านการประชุมเพื่อพิจารณาหลักสูตรการศึกษาศาสนา (Agreed Syllabus Conference) ที่มีตัวแทนจาก ชุมชนทางศาสนา โบสถ์อังกฤษ (Church of Enland) สมาคมครู และองค์การบริหารการศึกษาท้องถิ่น (Local Education Authority-LEA) และมีคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการศึกษาศาสนา (Standing Advisory Council for Religious Education-SACRE) ให้คำปรึกษาและสนับสนุน |
| หลังการปฎิรูปการศึกษาในปี ค.ศ1988 ข้อบังคับทางการกฏหมายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาศาสนาหลายประการยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่การศึกษาศาสนาได้มีสถานภาพใหม่ คือเทียบเท่ากับวิชาต่าง ๆในหลักสูตรแห่งชาติ (National Curriculum) ซึ่งถูกใช้เป็นครั้งแรกหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติการปฎิรูปการศึกษา ค.ศ.1988 (Education Reform Act 1988) การศึกษาศาสนารวมกับหลักสูตรแห่งชาติ เรียกว่า หลักสูตรพื้นฐาน (Basic Curriculum) |
| การศึกษาศาสนายังคงขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันภายในท้องถิ่น โดยมีองค์การบริหารการศึกษาท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบดูแล ต่างจากวิชาอื่นทั้งหมดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา (Secretary of state for Education) มีอำนาจเพิ่ม ถอน หรือเปลี่ยนแปลงหลักสูตรได้ |
| ข้อบังคับทางกฎหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งในพระราชบัญญัติการปฏิรูปการศึกษา ค.ศ.1988 คือ หลักสูตรที่ท้องถิ่นเห็นชอบ (agreed syllabuses) ที่จัดทำขึ้นใหม่ต้องสะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ประเพณีทางศาสนาในอังกฤษ คือมีคริสเตียนเป็นหลัก ในขณะเดียวกันให้ตระหนักว่ายังมีการสอน และการปฏิบัติของศาสนาอื่นอีกที่มีผู้นับถืออยู่ในประเทศนี้ (Education Reform Act 1988, s.8(3)) ซึ่งหลักสูตรที่ท้องถิ่นเห็นชอบนี้ต้องเป็นแบบไม่แบ่งแยกนิกาย ดังนั้นจึงมิให้มีการสอนในลักษณะที่สรุปสาระสำคัญของศาสนาแบบคำถามคำตอบซึ่งเจาะจงศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ แต่การสอนในลักษณะของการศึกษาเปรียบเทียบนั้นสามารถทำได้ และหลักสูตรต้องไม่จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนเปลี่ยนศาสนา หรือส่งเสริมศาสนาหรือทางเชื่อศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ (Education Act 1944,s26(2)) |
| โรงเรียนที่รัฐอุปถัมภ์ (maintained schools) ทุกโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นโรงเรียนอาสาสมัครในความช่วยเหลือของรัฐ (voluntary-aided schools) และโรงเรียนอื่นใดที่มีลักษณะทางศาสนา (Religious characters) จะต้องสอนการศึกษาศาสนาตามหลักสูตรที่ท้องถิ่นเห็นชอบ(agree syllabuses) |
| ทั้งนี้ สำนักงานมาตรฐานการศึกษา (Office for Standards in Education-OfSTED) จะเป็นการตรวจสอบว่า โรงเรียนต่างๆ ได้จัดหลักสูตรการศึกษาศาสนาถูกต้องตามข้อบังคับทางกฎหมายหรือไม่ และรายงานผลการตรวจสอบสู่สาธารณะ |
เนื่องจากหลักสูตรที่ท้องถิ่นเห็นชอบสำหรับการศึกษาศาสนา (agreed syllabuses) มีความหลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการของท้องถิ่น การกำหนดมาตรฐานจึงเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก กระทรวงการศึกษาและการจ้างงาน (Department for Education and Employment-DfEE) ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลกลางเข้ามามีบทบาทโดยให้องค์การหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนและการประเมิน (School- Curriculum and Assessment Authority-SCAA) จัดทำหลักสูตรต้นแบบ(Model Syllabuses) ขึ้นในปี ค.ศ. 1994 และใน
ปี ค.ศ 2000 องค์การวุฒิการศึกษาและการประเมินเรียนและการประเมิน ได้จัดทำเอกสารเสนอแนะสำหรับการศึกษาศาสนาแบบไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย (Religious Education: Non-statutory Guidance on RE) ซึ่งมีเนื้อหาส่วนแรกเป็นต้นแบบมาตรวัดสำหรับการประเมินการศึกษาศาสนา(non-statutory assessment scale) ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมจากหลักสูตรต้นแบบ |
| หลักสูตรต้นแบบมีเนื้อหาของศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่นอีก 5 ศาสนา ได้แก่ ศาสนาฮินดู อิสลาม ยิว พุทธ และซิกข์ เพื่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาหลักสูตร (Agreed Syllabus Conference) ในแต่ละท้องถิ่น ใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหลักสูตรของตนอย่างไรก็ตาม หลักสูตรต้นแบบนี้ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย หรือเปลี่ยนแปลงส่วนใดๆ ก็ได้ตามความเห็นชอบของท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม หลักสูตรที่ท้องเห็นชอบส่วนใหญ่ จัดทำขึ้นตามต้นแบบนี้ |