| ชื่อเรื่อง |
การเรียนและกลยุทธ์ในการศึกษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน |
| สาขาวิชา |
ศึกษาศาสตร์ |
| นักวิจัย |
จิระวัฒน์ วงศ์สวัสดิวัฒน์ |
| หน่วยงาน |
ศูนย์วิจัยทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ |
| ปีที่ศึกษา |
2543 |
| ประเภทเอกสาร |
ผลงานวิจัย |
| จำนวนหน้า |
99 |
| แหล่งทุน |
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ |
| คำสำคัญ |
กลยุทธ์ในการศึกษา ปัจจัยเชิงเหตุ ผลสัมฤทธ์ทางการเรียนทักษะภาษาอังกฤษ ทักษะในการศึกษา กระบวนการเรียน การรอพินิจ การวิเคราะห์ปัจจัย การวิเคราะห์จำแนกกลุ่ม |
| ลิขสิทธิ์ |
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ |
| |
| บทคัดย่อ |
| |
การวิจัยนี้มีจุดประสงค์ดังนี้
(1) เพื่อศึกษาการใช้กลยุทธ์ในการศึกษาของนักศึกษาคณะต่าง ๆ และระหว่างนักศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์สูง-ต่ำ
(2) เพื่อค้นหากลยุทธ์ในการศึกษาที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการเรียนในระดับอุดมศึกษา
(3) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงเหตุที่ทำให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และมีสภาพรอพินิจ (on probation)
|
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญทุกชั้นปีจำนวน 1,501 คน จากคณะบริหารธุรกิจ(ร้อยละ 58) คณะศิลปศาสตร์ (ร้อยละ 25.4) คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ร้อยละ 9.3) ที่เหลือมาจากคณะอื่น ๆ เพศชายร้อยละ 36 หญิงร้อยละ 64 ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวนักธุรกิจร้อยละ 43.2 รองลงมาอาชีพค้าขายร้อยละ 24.8 ในด้านการศึกษาของบิดา ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 59.2) มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ประมาณร้อยละ 30.2 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี
|
| ผลการศึกษาพบว่า ภาควิชาอังกฤษธุรกิจซึ่งเป็นภาควิชาหนึ่งในคณะศิลปศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยสูงในเกือบทุกสเกล ยกเว้นสเกลการจัดการความวิตกกังวล ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยสูงในเรื่องกระบวนการใช้ความรู้ การจัดการความวิตกกังวลและกลยุทธ์เกี่ยวกับการสอบ สำหรับอีกสี่สเกลที่เหลือคะแนนเฉลี่ยก็อยู่ในระดับค่อนข้างสูง มีเพียงสเกลเดียวที่คะแนนเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ ได้แก่ กลยุทธ์การจัดสรรเวลาเรียน ส่วนอีกสามกลุ่มที่เหลือคะแนนเฉลี่ยในเกือบทุกสเกลอยู่ระดับปานกลางและต่ำพอ ๆ กัน |
อย่างไรก็ดี พบว่า ทุกคณะและภาควิชามีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดและสูงพอ ๆ กันในสเกลแรงจูงใจ
เล่าเรียน มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดและไม่แตกต่างกันมากในสเกลการจัดการความวิตกกังวล ในด้านความแตกต่างพบว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ใช้กลยุทธ์เกี่ยวกับกระบวนการใช้ความรู้สูงกว่าคณะอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงและต่ำ พบว่า กลุ่มแรกมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มหลังในเรื่องแรงจูงใจเล่าเรียน กระบวนการใช้ความรู้ กลยุทธ์เกี่ยวกับการสอบ และการจัดการความวิตกกังวล ส่วนกลุ่มหลังมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มแรกในเรื่อง กลยุทธ์การจัดเวลาเรียน การตรวจสอบงานตนเอง และการแสวงหาความรู้ สำหรับสเกลสมาธิในการศึกษา พบว่ากลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงและต่ำ มีคะแนนเฉลี่ยในเรื่องนี้สูงพอ ๆ กัน ส่วนกลุ่มกลางก็มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ระดับปานกลาง แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับสมาธิในการศึกษาเป็นแบบรูปตัวยู (กำลังสอง) |
| นอกจากนี้ยังพบว่า สเกลกลยุทธ์ในการศึกษาสามารถจำแนกกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงต่ำต่างกัน 4 กลุ่ม ได้ถูกต้องถึงร้อยละ 43 ซึ่งสูงพอ ๆ กับ ชุดตัวแปรความมุ่งมั่นในเรื่องเรียน การคบเพื่อนที่รักเรียน ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และตัวแปรภูมิหลัง (เกรดเฉลี่ยจากชั้นมัธยม สายวิชาที่เรียนจากชั้นมัธยม (สายวิทย์ และสายศิลปคำนวณ) เพศ และระดับการศึกษาของบิดา) แสดงว่ากลยุทธ์ในการศึกษามีความสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการศึกษานี้คิดจากคะแนน GPA จำนวนครั้งที่ติด W D F และความพึงพอใจในผลการเรียน |
| ผลวิเคราะห์คำถามปลายเปิด เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้นักศึกษาต้องตกอยู่ในสภาพรอพินิจ พบว่า ข้อที่นักศึกษาระบุเหมือนกันเป็นจำนวนมากจะเกี่ยวข้องกับวิธีการเรียนและกลยุทธ์ในการศึกษา คือ ไม่เอาใจใส่การเรียน อ่านหนังสือน้อย สนใจเรื่องอื่นมากกว่าเรื่องเรียน เนื้อหาวิชาที่เรียนยาก อ่านไม่ค่อยเข้าใจ จับประเด็นสำคัญไม่ได้ เนื้อหาวิชามาก อ่านหนังสือสอบไม่ทัน วางแผนการเรียนผิด เลือกวิชายาก ๆ ในเทอมเดียวกัน และมีปัญหาเกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษ ฯลฯ จะเห็นว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้นักศึกษามีสภาพรอพินิจ ได้แก่ วิธีการเรียนและกลยุทธ์ในการศึกษา แต่การจัดการศึกษาไม่ว่าระดับใดไม่เคยมีการสอนในเรื่องดังกล่าว ทั้ง ๆ ที่อาจารย์แต่ละท่านล้วนมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้มานานหลายปี ทุกท่านจะเน้นสอนเฉพาะเนื้อหาวิชาการ แต่วิธีเรียนที่มีประสิทธิภาพและกลยุทธ์ที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จในการศึกษากลับถูกละเลย |
| ผลการศึกษานี้บ่งชี้ชัดว่านอกจากเนื้อหาวิชาการ อาจารย์ควรสอนวิธีการเรียน และกลยุทธ์ในการศึกษาควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะวิธีการอ่านหนังสือ วิธีประมวลความรู้ การผสมผสานความรู้ใหม่กับความรู้ที่มีอยู่เดิม |
| การวางแผนการเรียน กลยุทธ์ในการเตรียมตัวสอบ และวิธีแก้ปัญหาการเรียน ฯลฯ สำหรับนักศึกษาที่อยู่ในสภาพรอพินิจ ควรมีหน่วยงานและอาจารย์ที่ปรึกษาคอยดูแลให้คำแนะนำช่วยเหลือเกี่ยวกับโปรแกรมการเรียนตั้งแต่เริ่มต้นประสบปัญหา ส่วนวิธีเรียนและกลยุทธ์ในการศึกษาก็เช่นกันควรจัดเป็นโครงการฝึกอบรม เพราะสิ่งเหล่าสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ การสอนในชั้นเรียนอาจไม่เพียงพอสำหรับนักศึกษากลุ่มนี้ การฝึกอบรมต้องทำอย่างจริงจังมีการประเมินผล มีการลงโทษหากประเมินแล้วไม่ผ่าน |